3 กลุ่มไพ่ที่ต้องรู้จัก และหลักการเล่นโป๊กเกอร์ช่วง Post-flop


3 กลุ่มไพ่ที่ต้องรู้จัก และหลักการเล่นโป๊กเกอร์ช่วง Post-flop


หลังจากที่เราผ่านช่วง Pre-flop มากันแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องทำหลังจากที่เราได้เห็นไพ่กองกลาง 3 ใบแรกเปิดออกมา หรือที่เรียกกันว่ารอบ Flop ก็คือต้องดูว่าไพ่ในมือของเราเมื่อเอาไปรวมกับกองกลางแล้ว มีความน่าจะเป็นในทิศทางใดได้บ้าง มีโอกาสชนะมากน้อยแค่ไหน เพื่อหาวิธีรับมือคู่ต่อสู้ที่อาจจะได้ไพ่ที่ดีขึ้นหลังจากเปิด Flop เช่นกัน ซึ่งวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับกลุ่มไพ่ที่จะช่วยให้ตัดสินใจแม่นยำยิ่งขึ้น รวมไปถึงหลักการเล่นในช่วง Post-flop ที่ไม่ควรพลาดกันอีกด้วย

หลังจากที่เปิด Flop ออกมาแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้เรามีไพ่อยู่ 5 ใบพอดี สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูว่าไพ่ 5 ใบนี้จัดเป็นไพ่กลุ่มใด โดยปกติแล้วในการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ช่วง Post-flop เราจะแบ่งไพ่ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

3 กลุ่มไพ่ที่ต้องรู้จัก และหลักการเล่นโป๊กเกอร์ช่วง Post-flop

กลุ่มที่ 1 ไพ่ที่พัฒนาต่อไปได้อีก

หมายถึงไพ่ Flop ที่เปิดออกมาแล้วส่งผลให้ไพ่ในมือเรามีโอกาสชนะมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มความแข็งแกร่งของไพ่ในทันที เช่น เมื่อไพ่ Flop เปิดออกมาแล้วรวมกับไพ่ในมือเราได้ไพ่ตอง, ไพ่คู่ ซึ่งไพ่ในกลุ่มนี้มีการแบ่งกลุ่มย่อยออกไปอีก 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มไพ่ที่แข็งแกร่งมาก เป็นไพ่ที่ทำให้เราได้เปรียบสูงมากด้วยการเป็นไพ่ตอง หรือไพ่คู่สูงสุด เช่น เราถือไพ่ A♠ กับ J♠ แล้ว Flop ออก A♥, J♦ และ 2♣ หรือว่าเราถือ 3♠ กับ 3♥ แล้ว Flop ออก A♠, K♦ และ 3♦ เป็นต้น

กลุ่มไพ่ที่แข็งแกร่ง กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะติดไพ่คู่หรือ 2 คู่ แม้ว่าจะแข็งแกร่งแต่ก็มีโอกาสแพ้อยู่ เช่น เราถือไพ่ A♠ กับ K♠ แล้ว Flop ออก A♦, 10♦ และ 4♠ เป็นต้น

กลุ่มไพ่กลาง ๆ กลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดคู่ที่แข็งกว่าได้อีกจาก Flop เช่น เราถือไพ่ J♣ กับ J♦ แล้ว Flop ออก Q♣, 8♦ และ 3♥ เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 ไพ่เชื่อม

ไพ่กลุ่มนี้หลังจากที่เปิด Flop มาแล้ว มักจะไม่ติดชุดไพ่ในทันที แต่ว่ามีโอกาสที่จะติดชุดไพ่ในรอบถัดไป ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมเล่นเมื่อได้ลุ้นติด Flush หรือ Straight เสียมากกว่า เช่น เราถือไพ่ Q♠ กับ J♠ แล้ว Flop ออก 10♠, 9♠ และ 2♦ สถานการณ์นี้ทำให้เรามีโอกาสเข้าไปลุ้นติด Flush หรือ Straight แต้มสูงในรอบ Turn หรือ River ได้อยู่

กลุ่มที่ 3 ไพ่ขยะ

แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้เลยนอกจากทิ้ง มักจะเกิดเมื่อเปิด Flop ออกมาแล้วไม่สามารถจัดชุดไพ่ได้ เป็นตัวเชื่อมก็ไม่ได้ ไม่ติดตอง ติดคู่ ดังนั้นการหมอบจะช่วยลดการเสียเดิมพันได้เป็นอย่างดี แม้ว่าการ Bluff จะสามารถทำให้คนอื่นคิดว่าเรามีไพ่ที่แข็ง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน การเล่นไพ่ขยะจึงไม่ค่อยเหมาะนักสำหรับนักเล่นโป๊กเกอร์มือใหม่

หลังจากที่เราได้ทำการประเมินไพ่บนมือและไพ่ Flop กันจนรู้แล้วว่ามีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด ขั้นตอนต่อไปในการตัดสินใจเล่นโป๊กเกอร์ช่วง Post-flop ก็คือต้องมาประเมินมูลค่าไพ่ของเรา และประเมินไพ่ของคู่ต่อสู้ เพื่อให้การเล่นนั้นง่ายยิ่งขึ้น

ประเมินมูลค่าไพ่ของตัวเอง

ก่อนจะตัดสินใจสู้ในช่วง Post-flop เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าไพ่ Flop ที่เปิดมามีความแข็งแกร่งแค่ไหน แล้วตีเป็นมูลค่าออกมา แม้ว่าไพ่ที่แข็งจะช่วยให้เรามีอิสระในการเล่นมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าไพ่ที่แข็งมาก ๆ มันก็จะพัฒนาต่อไปได้ยากเล่นกัน นั่นหมายความว่าคู่ต่อสู้ของเรามีโอกาสที่จะชนะจากการลุ้นเปิดไพ่ในรอบถัดไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการ Raise หนัก ๆ จะช่วยกดดันให้อีกฝ่ายไม่กล้า Call ตาม หรืออาจจะ Fold ไปเลยก็ได้ แม้จะกำจัดคู่แข่งได้เร็วแต่ก็ทำให้เราได้เงินรางวัลน้อยเพราะว่า Pot ไม่โตเช่นกัน

หากว่าเราเลือกที่จะ Bet หรือ Raise ในราคาที่เหมาะสม แม้ว่าแรงกดดันจะไม่มากแต่ก็ทำให้อีกฝ่ายคิดหนักที่จะ Call ตาม ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีโอกาสที่พวกเขาจะตัดสินใจ Call มากกว่าตอนที่โดน Raise หนัก ๆ อย่างที่เราทำในตอนแรก

แต่ถ้าเราได้ไพ่ที่แข็งระดับกลาง ๆ กลยุทธ์ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ยิ่งถ้าไม่ยากเล่นด้วยเงินสูง ๆ ก็มีโอกาสที่อีกฝ่ายจะ Bet หรือ Raise ใส่เพื่อข่มขวัญเช่นกัน ดังนั้นถ้าได้ไพ่กลาง ๆ ควรประเมินสถานการณ์ด้วยว่ามันคุ้มค่าที่จะ Call ตามหรือไม่ และอีกฝ่ายเขาถืออะไรอยู่

ส่วนไพ่ตัวเชื่อม หากเราต้องการที่จะลุ้นในรอบต่อ ๆ ไป สิ่งที่ต้องทำก็มีแค่วางเดิมพันแบบต่ำสุด พร้อมกับประเมินโอกาส หาความน่าจะเป็นที่จะได้รับไพ่ใบนั้นด้วย และไม่ลืมที่จะประเมินไพ่คู่ต่อสู้ไปพร้อม ๆ กัน เพราะถ้าเปิดไพ่ Turn หรือ River ออกมาแล้วไม่ได้ไพ่ที่เราต้องการก็เท่ากับว่าเราเสียเดิมพันไปทันที

3 กลุ่มไพ่ที่ต้องรู้จัก และหลักการเล่นโป๊กเกอร์ช่วง Post-flop 1

ประเมินไพ่คู่ต่อสู้

อาจดูไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลยเสียทีเดียว แม้ว่าจะไม่เห็นไพ่ในมือของอีกฝ่าย แต่ว่าเราสามารถใช้ Flop มาวิเคราะห์หาความน่าจะเป็นได้ เช่น Flop ออก A♠, 7♦ และ 2♣ จะเห็นว่าถ้าอีกฝ่ายได้คู่ A หรือตอง 7 จะทำให้เราลำบากทันที แต่ถ้าออกมาเป็น 10♦, 8♠ และ 7♠ สิ่งที่ต้องระวังก็คือการติด Straight ทีนี้เราก็ต้องไปดูการเล่นของอีกฝ่ายว่าเมื่อถึงรอบการเล่นของเขาแล้วจะตัดสินใจ Call, Check หรือว่า Raise ซึ่งมันจะเป็นกระจกสะท้อนว่าพวกเขากำลังจะเล่นไพ่รูปแบบไหน ที่สำคัญอย่าลืมเรื่อง Bluff ที่อาจเกิดขึ้นด้วย ดังนั้นจงใช้ข้อมูลที่เก็บมาได้ตั้งแต่รอบ Pre-flop และตำแหน่งที่เล่นในการสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองด้วย

และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งในการเล่นช่วง Post-flop เท่านั้น เพราะในการเล่นจริง ๆ เราสามารถเล่นได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้นว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน เพราะโป๊กเกอร์เป็นเกมที่ผู้เล่นต้องคอยแก้สถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเลือกเล่นในแนวทางที่ถนัดด้วยวิธีที่เหมาะสมจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการก้าวไปสู่การเป็นผู้ชนะในเกม